ผู้ที่ปรารถนามรรคผลนิพพานต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง

ขอให้เรามั่นใจว่ามรรคผลนิพพานนี้มีจริง เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ คือให้ทำทาน ให้รักษาศีล ให้ภาวนา ให้ทำมากๆ ให้ทำเต็มที่ ให้ทำอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น ถ้าเราทำอย่างนี้อย่างเดียว เราก็จะได้ผลเร็ว ถ้าเราทำหลายๆอย่างไปด้วย ก็จะช้าหรือจะไม่ได้ผลเลย เพราะจะต้องเสียเวลาไปกับการทำภารกิจอย่างอื่น ภารกิจที่จะเพื่อมรรคผลนิพพานก็จะทำได้น้อย และอาจจะไม่พอเพียงต่อที่จะทำให้เกิดผลขึ้นมาก็ได้

ดังนั้นผู้ที่ปรารถนามรรคผลนิพพานจึงจำเป็นที่จะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างๆไป ในเบื้องต้นก็ ฝึกสละไปตามกำลังที่สามารถทำไปได้ก่อน ตอนนี้มีอะไรที่จะสละได้ก็สละไปแล้วพยายามสละต่อไปอีก จนกว่าไม่มีอะไรที่ต้องสละ สละลาภยศสรรเสริญ สละความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายไป ทำไปเรื่อยๆแล้วมันก็จะมีกำลังที่จะทำเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องปฏิบัติไปทั้ง ๓ ส่วนเลย ทานก็ทำ ศีลก็รักษา ภาวนาก็บำเพ็ญเจริญ ถ้าได้มีการบำเพ็ญภาวนา ความเจริญนี้จะมีการคืบหน้ามากกว่า มากกว่าการทำทาน รักษาศีลเพียงอย่างเดียว จะไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ แต่ถ้าเราทำทานแล้วรักษาศีลแล้วเราก็ภาวนาไปด้วย อย่างน้อยวันหนึ่งก็ต้องมีการนั่งสมาธิอยู่ ตอนเช้าบ้าง ก่อนนอนบ้าง เป็นจุดเริ่มต้น ในระหว่างวันเวลาทำงานทำการก็ให้เจริญสติควบคุมจิตใจให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าปล่อยให้ใจลอยไปในอดีต หรือลอยไปในอนาคต เพราะใจจะสงบ ใจจะเป็นสมาธิได้ ใจจะต้องอยู่ในปัจจุบัน ถ้าใจอยู่ในปัจจุบัน เวลานั่งสมาธิกำหนดใจให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือบริกรรมพุทโธ ถ้าใจไม่ไปที่อื่นใจอยู่กับลมหายใจเข้าออก หรืออยู่กับการบริกรรมพุทโธๆ ไป ใจจะรวมเข้าสู่ความสงบได้ แล้วจะได้พบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขที่ได้รับจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แล้วจะทำให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น อยากจะนั่งสมาธิให้มากขึ้น ก็อยากจะนั่งหลายๆครั้ง ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จากวันละ ๒ ครั้งก็เป็นวันละ ๓-๔ ครั้ง หรือวันไหนที่ไม่ต้องทำงาน ก็จะได้ปฏิบัติทั้งวัน จะไม่อยากจะไปทำอะไร เพราะไม่มีอะไรเหมือนกับความสุขที่ได้จากความสงบ

การภาวนานี้เป็นการปฏิบัติที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้การดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพานนี้คืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเพียงแต่ทำทานและรักษาศีล ๕ ไป อันนี้จะยังไม่สามารถที่จะไปถึงโลกุตรธรรมได้ ไปได้แค่ระดับสวรรค์ชั้นเทพเท่านั้น ถ้าทำบุญทำทานรักษาศีล ๕ ถ้าทำทานด้วย รักษาศีล ๘ แล้วก็ภาวนาด้วย ก็จะไปสู่ชั้นพรหมโลกได้ สมาธินี้เป็นเหตุที่จะทำให้จิตนั้นได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นพรหมโลก และถ้าอยากจะก้าวเข้าสู่อริยมรรค อริยผลก็จำเป็นที่จะต้องเจริญวิปัสสนาภาวนา ต่อจากสมถภาวนาคือการนั่งสมาธิทำใจให้สงบ พอออกจากสมาธิมา ใจเริ่มคิดปรุงแต่งก็อย่าปล่อยให้คิดไปทางโลก ทางความอยาก ทางกิเลสตัณหา ให้ใจดึงมาคิดในทางธรรม ให้คิดในสภาวธรรมทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เราจะไม่สามารถที่จะสั่งหรือควบคุมบังคับให้สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามความอยาก ตามความต้องการของเราได้เสมอไป เวลาที่อยากแล้วไม่ได้ก็จะต้องเสียใจต้องทุกข์ใจ ถ้าไม่อยากจะเสียใจไม่อยากจะทุกข์ใจ ก็ต้องยอมรับความจริงของสิ่งต่างๆ ว่าเขาก็เป็นอย่างนั้น จะไปอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้นั้นย่อมไม่ได้เสมอไป อาจจะได้บางครั้งบางเวลา แต่จะให้ได้ทุกครั้งทุกเวลานี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าสอนใจให้เห็นอย่างนี้ใจจะได้หยุดความอยากต่างๆได้

ถ้าหยุดความอยากต่างๆ ได้ก็จะบรรลุธรรมได้ เช่นถ้าจะหยุดความอยากไม่แก่ หยุดความอยากไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หยุดความอยากไม่ตายได้ ใจก็จะไม่ต้องมาทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตายของร่างกาย ก็ได้เข้าสู่ขั้นของพระโสดาบันที่เห็นว่าสิ่งใดที่มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา เช่นร่างกายเมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมมีความเจ็บได้ป่วยเป็นธรรมดา ย่อมมีความตายเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความแก่ความเจ็บความตายไปไม่ได้ ย่อมมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ล่วงพ้นจากการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราควรจะสอนใจอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่ออกมาจากสมาธิแล้ว แล้วสอนไปจนกว่า จะเกิดความอยากที่จะหยุดพักก็กลับเข้าไปในสมาธิพักเอากำลัง เพราะการพิจารณาทางปัญญาก็ สามารถพิจารณาได้ในระยะในระดับหนึ่ง แล้วไม่นานกำลังของสมาธิก็จะหมด แล้วใจก็เริ่มโลเลไปคิดทางโลกแทน ถ้าเริ่มไปคิดทางโลกไปคิดทางความอยาก ให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็ควรที่จะหยุดพิจารณา เช่นพิจารณาร่างกายแล้วเกิดความกลัว กลัวความแก่ กลัวความเจ็บ กลัวความตายขึ้นมาก็หยุดพิจารณาไปก่อน แล้วก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่ เพื่อที่จะพักจิตและกดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวสร้างความอยากต่างๆ ให้แก่ใจ เวลาเข้าไปพักในสมาธิจิตสงบ กิเลสตัณหา ก็จะอ่อนกำลังลงไป พอออกจากสมาธิมา ก็จะไม่ออกมาสร้างอารมณ์ที่ไม่ดี อารมณ์หดหู่ เวลาพิจารณาความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะเวลาที่พิจารณาเรื่องความเสื่อม ความดับของสิ่งต่างๆ

ปกติจิตที่ไม่มีสมาธินี้จะไม่ชอบพิจารณาจะกลัว เวลาคิดถึงความตายนี้จะกลัวมาก จะไม่อยากคิด ความกลัวนี้เกิดจากจิตที่ไม่มีความสงบที่ไปตัดกำลังของกิเลสตัณหาคือความอยากอยู่ไปนานๆ แต่ถ้าได้เข้าไปในสมาธิได้ไปพักจิต พักกำลังของกิเลสตัณหาคือตัดกำลังของกิเลสตัณหาให้อ่อนลง เวลาออกจากสมาธิมาแล้วมาพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็จะไม่มีกิเลสตัณหาออกมาสร้างอารมณ์หดหู่ ก็จะสามารถสอนใจให้จำไว้ได้นานๆ ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ จนไม่หลงไม่ลืม จนยอมรับความจริงได้ จนทุกครั้งที่คิดถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายจะไม่รู้สึกหดหู่ จะรู้สึกว่าพร้อมที่จะแก่ พร้อมที่จะเจ็บ พร้อมที่จะตาย นี่คือการพิจารณาในขั้นต้น แต่ยังไม่ได้ถือว่าเป็นขั้นที่สำเร็จ จะสำเร็จก็ต่อเมื่อไปเจอข้อสอบเวลาที่เจอความแก่ เจอความเจ็บ เจอความตาย เวลานั้นแหละจะได้รู้ว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน เช่นเวลาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ไปหาหมอ หมอก็วิเคราะห์ว่า เป็นโรคร้ายที่จะรักษาไม่ได้แล้ว มีเวลาเหลืออยู่ไม่นาน เวลานั้นก็จะเป็นเวลาที่จะพิสูจน์ว่า ปัญญาที่ได้เจริญมา ได้เตรียมสร้างไว้มานี้จะมีกำลังที่จะดับความทุกข์ ความกลัวตายได้หรือไม่ ถ้าปัญญาที่เราพิจารณานี้ อยู่กับเราไปตลอดไม่หลงไม่ลืม พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมา ปัญญาก็จะมาแสดงทันทีว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเป็นธรรมดา ล้วงพ้นความแก่ ความเจ็บ ความตายไปไม่ได้

ถ้าอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายจะทุกข์ทรมาน แต่ถ้ายอมรับความจริง ยอมรับว่ามันถึงเวลาของร่างกายที่มันจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายแล้ว ถ้ายอมรับได้ไม่ต่อต้าน ความทุกข์ใจก็จะไม่มี ก็จะรู้ว่าตอนนี้เราได้บรรลุขั้นนี้แล้ว ผ่านข้อสอบข้อนี้แล้ว นี่คือเรื่องของการเจริญวิปัสสนาหรือปัญญา ควรทำหลังจากที่ออกจากสมาธิแล้ว ขณะที่อยู่ในสมาธิไม่ใช่เป็นเวลาที่จะพิจารณา เพราะเป็นเวลาที่ต้องการพักจิตให้อยู่ในความสงบให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะความสงบนี้ จะเป็นผู้ที่กดหรือตัดกำลังของตัณหาความอยาก ไม่ให้มีกำลังมาก พอออกจากสมาธิมา กิเลสตัณหาก็จะได้ไม่มาพาใจไปคิดในทางให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด ให้ติดอยู่กับการอยากอยู่ไปนานๆ อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

พอออกจากสมาธิมาแล้วมาพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายใจกลับไม่รู้สึกหดหู่แต่อย่างใด กลับมีความเห็นตามความเป็นจริงนั้นว่า ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆต้องยอมรับความจริงอันนี้ ถ้าไม่อยากจะทุกข์ นี่แหละเป็นการเจริญปัญญาต้องทำควบคู่กับการเข้าไปในสมาธิคือ สลับกันทำ พิจารณาปัญญาไป พอเริ่มเถลไถลเริ่มออกนอกลู่นอกทาง เริ่มไม่ยอมอยู่ในวงของไตรลักษณ์ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องหยุดพิจารณา แล้วพักจิตเข้าไปในความสงบ เพื่อตัดกำลังของกิเลสตัณหาให้อ่อนกำลังลงไป แล้วก็ให้กำลังให้ความสุขแก่ใจ เพื่อที่จะได้มีกำลังใจที่จะเจริญปัญญาต่อไป เวลาที่ออกมาจากสมาธิ ต้องพิจารณาอย่างนี้สลับกับการเข้าสมาธิไปจนกระทั่งไม่หลงไม่ลืม มีความรู้นี้อยู่ควบคู่ไปกับใจเสมอ เห็นร่างกายของใครก็จะเห็นว่าเกิดแก่เจ็บตาย เห็นร่างกายของผู้อื่นก็เกิดแก่เจ็บตาย เห็นร่างกายของเราก็เกิดแก่เจ็บตาย จนไม่หลงไม่ลืม จนเห็นชัดว่าทุกคนนี้เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไป

แล้วก็ให้มาพิจารณาดูว่าร่างกายนี้ มันไม่มีตัวไม่มีตน มันเป็นเพียงอาการ ๓๒ ก็ให้ดูแยกอาการ ๓๒ ออกมากองไว้เป็นกองๆ เอาผมออกมาไว้กองหนึ่ง เอาขนออกมากองไว้กองหนึ่ง เอาเล็บแยกออกมา เอาฟันแยกออกมา เอาหนังเอาเนื้อเอาเอ็นเอากระดูกแยกออกมา เอาอวัยวะต่างๆแยกออกมาแล้วดูซิว่า ตรงไหนบ้างที่เป็นตัวเราของเรา ผมนี้เป็นเราเป็นของเราหรือเปล่า เล็บนี้เป็นของเราหรือเปล่า ฟันเป็นของเราหรือเปล่า เป็นตัวเราหรือเปล่า เล็บมันก็เป็นเล็บ ฟันมันก็เป็นฟัน ผมก็เป็นผม ขนก็เป็นขน เขาไม่มีตัวเราอยู่ในนั้น เราไปตู่เขาเองว่าเขาเป็นตัวเราของเรา แล้วเวลาร่างกายนี้ตายไป เขาไปไหน เขาก็กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟไป ร่างกายถ้าตายแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ น้ำก็จะต้องไหลออกมา ลมก็ระเหยออกมา ไฟก็หายไป ทิ้งไว้นานๆ ร่างกายก็จะแห้งกรอบไป แล้วต่อไปก็เปื่อยผุกลายเป็นดินไป สมัยนี้เราก็เอาเข้าเตาเผาเลย ตายแล้วเก็บไว้ ๓ วัน ๗ วัน แล้วก็เผา เผาน้ำที่อยู่ในร่างกายก็จะถูกไฟเผาระเหยไปหมด ลมที่อยู่ในร่างกายก็ออกไปหมด พอเผาเสร็จก็จะเหลือแต่ดินก็คือขี้เถ้ากับเศษกระดูกนี่เอง

นี่คือร่างกายของพวกเราทุกคนเป็นอย่างนี้ เป็นเพียงอาการ ๓๒ ที่ทำมาจากดินน้ำลมไฟ ดินน้ำลมไฟนี้เข้ามาทางร่างกายได้อย่างไร ก็ลมที่เราหายใจเข้าไปนี้ก็คือธาตุลม น้ำที่เรารับประทานนี้ก็คือธาตุน้ำ ข้าวที่เรารับประทานก็คือธาตุดิน และเมื่อเข้าไปรวมกันแล้วมันก็ทำให้เกิดธาตุไฟขึ้นมา ทำให้ร่างกายร้อนขึ้นมา สังเกตเวลาที่เรารับประทานอาหารกันเสร็จแล้วนี้ จะรู้สึกร้อนเพราะมีการผสมของธาตุทั้ง ๓ ให้ผลิตธาตุที่ ๔ ขึ้นมา คือธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุดินไปรวมกันในท้อง แล้วก็เริ่มมีการเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา เวลาที่เรารับประทานอาหารกัน เรามักจะเหงื่อแตกกัน เพราะอาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็มีธาตุไฟอยู่ด้วย เพราะอาหารทุกอย่างต้องหุงต้ม เพราะการหุงต้มก็ใช้ไฟก็เป็นการเติมธาตุไฟเข้าไป นี่คือการมาของธาตุไฟเข้าไปสู่ในร่างกาย เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วมันก็ไปแปลงไปเป็นผม เป็นขนเป็นเล็บเป็นฟัน ผมจึงยาวงอกออกมาได้เรื่อยๆ เหมือนกับต้นไม้ที่เราปลูกที่มันโตขึ้นมาจากดินได้ ก็เพราะว่าเราเติมน้ำเข้าไปเรื่อยๆ พอเติมน้ำ น้ำไปผสมกับดิน มันก็ไปแปลงเป็นต้นไม้ขึ้นมา ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามขึ้นมา ฉันใดอาหารที่เรารับประทานเข้าไป น้ำที่เราดื่ม ลมหายใจที่เราหายใจเข้าไป มันก็ไปผสมกัน แล้วก็แปลงไปเป็นอวัยวะต่างๆ แปลงเป็นผม แปลงเป็นขน เป็นเล็บเป็นฟัน ทำให้ร่างกายนี้สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่มันก็จะอยู่ได้ถึงขีดหนึ่ง แล้วมันก็จะหมดความสามารถที่จะอยู่ต่อไปได้ มันก็จะหยุดทำงาน หยุดหายใจ หยุดรับประทานอาหาร หยุดดื่มน้ำ พอไม่มีไฟไม่มีลมไม่มีน้ำไม่มีดิน เข้าไปในร่างกาย ดินน้ำลมไฟที่มีอยู่ในร่างกายมันก็แตกสามัคคีกัน อยู่ร่วมกันไม่ได้ มันก็แยกทางกันไป น้ำก็ไปทาง ดินก็ไปทาง ลมก็ไปทาง ไฟก็ไปทาง

นี่คือการพิจารณาเพื่อให้เห็นอนัตตาในร่างกาย เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีตัวเราของเรา เราเป็นผู้รู้ผู้คิดผู้ที่มาครอบครองร่างกายนี้เท่านั้น แต่เราไม่ได้เป็นร่างกายเหมือนกับเราเป็นคนขับรถ เราซื้อรถมา เราไม่ได้เป็นรถ เราเป็นคนขับรถ เราเป็นผู้สั่งให้รถวิ่งไปไหนมาไหน ถ้ารถไม่มีคนขับรถ รถก็จะไม่สามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้ ถ้าร่างกายนี้ไม่มีใจ ผู้รู้ผู้คิดมาเป็นผู้ให้คำสั่ง ร่างกายนี้ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้ ไปไหนมาไหนไม่ได้ นี่คือการพิจารณาเพื่อแยกใจออกจากร่างกาย เพื่อที่จะได้เห็นอย่างชัดเจนว่าร่างกายนี้ เป็นเพียงอาการ ๓๒ ที่ทำมาจากดินน้ำลมไฟเท่านั้น ไม่มีตัวเราหรือไม่มีตัวใครทั้งนั้นอยู่ในร่างกาย เช่นร่างกายของพ่อของแม่ก็ไม่มีพ่อไม่มีแม่อยู่ในร่างกายอันนั้น ร่างกายของสามีภรรยาของบุตรของธิดาของญาติสนิทมิตรสหาย ก็ไม่มีตัวเขาอยู่ในนั้น เป็นเพียงอาการ ๓๒

ผู้ที่สั่งให้ร่างกายนี้ทำอะไรนี้แหละ คือตัวพ่อตัวแม่ เช่นใจของพ่อใจของแม่ที่มาสั่งให้ร่างกายของพ่อของแม่ทำอะไรต่างๆ เวลาร่างกายของพ่อของแม่ตายไป ใจของพ่อใจของแม่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เพราะใจนี้ไม่มีวันตาย เมื่อไม่มีร่างกาย ใจของพ่อของแม่ของเราหรือของใครก็ตาม ถ้ายังมีความอยากที่จะใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุขต่างๆ ก็จะไปเกิดใหม่ ไปหาร่างกายอันใหม่

ดังนั้นจึงไม่มีใครตาย พ่อแม่ไม่ได้ตาย สามีภรรยาบุตรธิดาไม่ได้ตาย ญาติสนิทมิตรสหายไม่ได้ตาย สิ่งที่ตายไปก็คืออาการ ๓๒ คือดินน้ำลมไฟนี่เอง และก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครที่จะไปยับยั้งไปหักห้ามได้ ห้ามไม่ให้ร่างกายนี้ตายไม่ได้ ห้ามไม่ให้ร่างกายนี้สลาย บุบสลายกลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟไปไม่ได้ การที่อยากไปให้เขาไม่ตายนี้ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ทั้งๆที่ใจก็ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย แต่ใจกลับไปทุกข์แทนร่างกาย ร่างกายเขาไม่ทุกข์เลยเวลาที่เขาต้องตาย เพราะเขาไม่มีความรู้ เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นร่างกาย เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นหรือเขาตาย เขาเป็นดินน้ำลมไฟเป็นวัตถุ อย่างศาลาที่นั่งอยู่นี้เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นศาลา ผู้ที่มานั่งอยู่ในศาลานี้เป็นผู้รู้ว่าเป็นศาลา แล้วถ้าไปหลงไปยึดไปติดว่า เป็นของตนก็จะเกิดความอยากให้ศาลานี้อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ชำรุด แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะอยู่ไปคงเส้นคงวาเหมือนเดิมไปตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเสื่อมไปตามกาลตามเวลา และย่อมมีการสูญสลายหมดไปในที่สุด นี่คือเรื่องของการพิจารณาเรื่องของอนัตตา เรื่องของร่างกาย ถ้าเราพิจารณาอยู่เรื่อยๆแล้ว ความรู้นี้มันจะอยู่กับใจของเรา เวลาเราเห็นร่างกายของใคร เราจะได้แยกร่างกายกับใจของคนนั้นได้ว่า ร่างกายเป็นอย่างหนึ่ง ใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เวลาร่างกายของคนนั้นตายไป เราก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่วุ่นวายใจ เพราะเรารู้ว่าคนนั้นเขาไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ใจของเขาไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ใจของเขาก็ไปต่อจะไปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับบุญกับบาปที่ได้ทำไว้ ถ้าได้ทำบุญไว้มากกว่าทำบาป ก็จะไปสูงไปสู่สุคติ ถ้าทำบาปไว้มากกว่าบุญ บาปก็จะดึงใจให้ไปสู่อบาย แล้วก็กลับมาเกิดใหม่ เป็นมนุษย์ใหม่ หลังจากที่ได้ไปใช้บาปใช้กรรมหรือหลังจากที่ได้ไปรับผลบุญ

เมื่อบุญที่เขาได้รับหมดแล้ว บาปกับบุญไม่มีกำลังที่จะดึงให้ไปอบายหรือไปสวรรค์ ใจก็จะกลับมาได้ร่างกายอันใหม่ ถ้ายังมีความอยากที่จะหาความสุขผ่านทางร่างกาย ถ้ายังมีกามตัณหา ก็จะกลับมาเกิดในกามภพ กามภพก็คือภพของผู้ที่เสพกามคือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้ก็มี ๒ คือแบบหยาบและแบบละเอียด แบบหยาบก็ต้องมีร่างกาย คือร่างกายของมนุษย์หรือร่างกายของเดรัจฉาน ถ้าแบบละเอียดก็เป็นร่างกายของพวกกายทิพย์ เช่นเทวดาทั้งหลาย นี่คือเรื่องของใจที่มาใช้ร่างกายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ การเจริญปัญญาก็เพื่อที่จะแยกใจออกจากกาย เพื่อจะได้รู้ว่า อะไรตาย อะไรไม่ตาย และเวลาสิ่งที่ตายไปจะได้ไม่ต้องไปเสียอกเสียใจเศร้าโศก เพราะว่าผู้ที่เราคิดว่าตายนั้นเขาไม่ได้ตาย คือใจของแต่ละดวงที่มาครอบครองร่างกายแต่ละร่างกายนี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้วเราก็จะไม่หวั่นไหวกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตามของคนอื่นเราก็ไม่หวั่นไหว ของเราเราก็ไม่หวั่นไหวเพราะเรารู้ว่าเราไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เหมือนกับคนขับที่รู้ว่ารถยนต์นี้ไม่ได้เป็นคนขับ เวลาคนขับสูญเสียรถยนต์ไป คนขับก็ไม่เดือดร้อนอะไร ถ้าอยากจะซื้อรถใหม่ มีเงินซื้อก็ไปซื้อมาใหม่ ถ้าไม่มีก็รอไปก่อน รอไปจนกว่าจะมีเงินพอจะซื้อก็ซื้อมาใหม่ก็เท่านั้นเอง

ร่างกายนี้เป็นเหมือนกับรถยนต์ ใจเป็นเหมือนกับคนขับ ดังนั้นใจถ้าได้รับรู้ความจริงอันนี้ ได้มีปัญญาคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ ไม่ให้หลงไม่ให้ลืม เวลาร่างกายนี้เป็นอะไรไป ใจก็จะไม่เดือดร้อน ใจก็จะตั้งอยู่ในความสงบ ตั้งอยู่ในอุเบกขา อยู่ในสมาธิได้ ถ้ามีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะทำใจให้สงบไม่ได้ ถึงแม้จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราของเขา แต่มันก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะความอยากมันมีกำลังมากกว่าความนิ่ง ความเฉยของใจ เราจึงต้องฝึกสมาธิกันให้มากๆ เราจึงจะสามารถใช้ปัญญาสอนใจให้อยู่เฉยๆ ได้ ถ้าเรามีแต่ปัญญา แต่ไม่มีสมาธิ ถึงเวลาที่จะต้องทำใจมันทำใจไม่ได้ พวกเราทุกคนก็รู้ว่า เราเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายกัน เราก็รู้ว่าร่างกายมันก็เป็นเพียงดินน้ำลมไฟกัน แต่พอเราเจอความตายกัน ทำไมเราถึงต้องหวาดกลัวกัน ทำไมเราต้องวุ่นวายกัน นั่นก็เพราะว่าเรายังไม่สามารถทำใจให้สงบได้นั่นเอง

ดังนั้นก่อนที่เราจะใช้ปัญญามาสอนใจให้ปล่อยวางร่างกายได้อย่างไม่เดือดร้อนไม่วุ่นวาย เราจำเป็นต้องมีสมาธิก่อน เราจึงต้องเจริญสติให้มากๆไว้ก่อน เพื่อที่จะได้เข้าไปในสมาธิได้ แล้วก็ให้ฝึกให้ทำอย่างชำนาญจนสามารถเข้าออกได้ทุกเวลาที่ต้องการ เวลาใด ที่ต้องการทำใจให้นิ่งให้สงบ ก็สามารถสั่งให้สงบได้เลยโดยที่ไม่ต้องหลับตาก็ได้ โดยที่ไม่ต้องนั่งก็ได้ เช่นเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก็สามารถสั่งใจให้สักแต่ว่ารู้ได้ ให้เฉยได้ ถ้ามีสมาธิ ถ้าเคยฝึกสมาธิมาแล้วก็รู้ด้วยปัญญาว่า สิ่งที่เดือดร้อนสิ่งที่จะต้องถูกทำลายนั้นไม่ใช่ตัวผู้รู้ ไม่ใช่ตัวจิต แต่เป็นตัวร่างกายที่เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เป็นเพียงอาการ ๓๒ ร่างกายนี้จึงไม่มีคำว่าสัตว์ ไม่มีคำว่าบุคคล ไม่มีหญิงไม่มีชาย คำว่าสัตว์บุคคลหญิงชายนี้ เป็นเพียงสมมุติที่ใจเราไปสมมุติไว้กับร่างกายต่างๆ เท่านั้นเอง

ความจริงของร่างกายนี้ก็เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เป็นเพียงอาการ ๓๒ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้นเอง นี่คือเรื่องของการพิจารณาร่างกายในส่วนที่เรียกว่าอนิจจัง คือต้องรู้ว่าร่างกายนี้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไปเป็นธรรมดา รู้ในส่วนอนัตตาว่าเป็นเพียงอาการ ๓๒ เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตนอยู่ในร่างกายนี้ ผู้ที่ได้สามารถพิจารณาได้อย่างนี้ ก็จะสามารถบรรลุธรรมขั้นแรกได้คือ ขั้นพระโสดาบัน และถ้าอยากจะบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป ก็ต้องพิจารณาอสุภะคือความไม่สวยไม่งามของร่างกาย เพราะการไม่เห็นอสุภะนี้จึงทำให้กามารมณ์ขึ้นมา

กามารมณ์ก็คือการอยากที่จะร่วมหลับนอนกับร่างกายของผู้อื่น อยากมีแฟน อยากมีสามี อยากมีภรรยา เพราะคิดว่ามีแล้วจะมีความสุข แต่มันเป็นความสุขที่ห่อความทุกข์เอาไว้ เป็นความสุขแบบยาขมเคลือบน้ำตาล เวลาได้เสพกามก็จะมีความสุข เวลาที่เกิดความอยากจะเสพกามแล้วไม่ได้เสพเวลานั้นก็จะมีความทุกข์ ถ้าไม่อยากจะต้องมีความทุกข์เกี่ยวกับเรื่องการเสพกาม ก็ต้องศึกษาดูส่วนที่ไม่สวยงามของร่างกาย ดูร่างกายที่เวลาตายไปแล้วดูน่ารักน่าร่วมหลับนอนด้วยหรือไม่ หรือดูอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่ภายใต้ของร่างกาย หรือดูกลิ่นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าดมของร่างกาย คือให้มองในส่วนที่มันทำให้ไม่อยากที่จะมีการเสพกามนั่นเอง ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับการพิจารณาอนิจจัง ความไม่เที่ยง เหมือนกับพิจารณาอนัตตา พิจารณาจนมันไม่หลงไม่ลืม มันจำติดตาติดใจได้ตลอดเวลา เวลาอยากจะเสพกามมันก็จะนึกถึงส่วนที่ไม่น่าดูไม่สวยไม่งามนี้ แล้วมันก็จะดับกามารมณ์ได้ ถ้าทำได้จนไม่มีกามารมณ์หลงเหลืออยู่ภายในใจก็จะได้ธรรมขั้นสูงขึ้นไป คือขั้นพระอนาคามี ขั้นพระสกิทาคามีก็อยู่ระหว่างกลางคือได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำกามารมณ์ให้เบาบางลงไป แต่ยังทำไม่ได้หมด ถ้าทำได้หมดก็เรียกว่า เป็นขั้นของพระอนาคามีไป

แล้วต่อจากนั้นก็ไปทำขั้นของพระอรหันต์ต่อไป พระอรหันต์ท่านก็ยังมีความอยากเหมือนกัน แต่อยากในสิ่งที่ละเอียดกว่าร่างกาย ก็คือธัมมารมณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในใจนั่นเอง ก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่าธัมมารมณ์นั้นก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน มีสุขก็มีทุกข์ มีเจริญก็มีเสื่อม อย่าไปยึดไปติดกับความสุขที่ได้จากธัมมารมณ์ เพราะเวลาธัมมารมณ์นั้นเสื่อมไป ความสุขนั้นก็หายไป ความทุกข์ก็จะกลับคืนมาได้ ถ้าไม่อยากจะทุกข์ก็ไม่ต้องไปยึดไปติดธัมมารมณ์ เหมือนกับไปไม่ยึดไปติดกับร่างกายนั่นเอง เพราะร่างกายก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธัมมารมณ์ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน

ให้พิจารณาอย่างนี้ไปจนไม่มีความยึดติดกับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอกหรือข้างใน ลาภยศสรรเสริญก็ไม่ยึดติด ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่ยึดติด ธัมมารมณ์ที่มีอยู่ภายในใจก็ไม่ยึดติด ปล่อยหมด ปล่อยให้เขาเป็นไปตามเรื่องของเขา เขาจะเจริญก็ปล่อยให้เขาเจริญไป เขาจะเสื่อมก็ปล่อยให้เขาเสื่อมไป แล้วจะไม่ทุกข์กับเขา เมื่อไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่แล้ว ก็เป็นอันว่าหมดภารกิจในการบำเพ็ญ ในการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน
นี่คือผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่เราจะได้มีเวลามาปฏิบัติได้อย่างเต็มที่นั่นเอง.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

“สละชีวิตแลกธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต